ความพ่ายแพ้ต่อ ยูเออี 1-3 นั้นหมายถึงการตกรอบ ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง ของทีมชาติไทย อย่างปฏิเสธความจริงไม่ได้ แต่ความสำคัญของเกมสุดท้าย ที่จะพบกับ มาเลเซีย ก็ยังคงมีอยู่

เนื่องจากขุนพล “ช้างศึก” จำเป็นต้องเอาชนะในเกมสุดท้ายที่จะกับคู่ปรับร่วมอาเซียนอย่าง มาเลเซีย ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ให้ได้เพื่อโอกาสในการไปลุยศึกเอเชียน คัพ 2023 รอบคัดเลือกรอบ 3 ในฐานะทีมวางของโถที่ 2 ก็มีสูง (หากแพ้จะหลุดไปอยู่โถที่3)

แต่ด้วยประสิทธิภาพของทีมชาติไทยเอง ที่ขาด 3 กำลังหลัก ไม่ว่าจะเป็น ธีรศิลป์ แดงดา หัวหอกเบอร์ 1 ชั่วโมงนี้ รวมไปถึง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่มีอาการบาดเจ็บเล่นงาน และ ธีราทร บุญมาทัน ที่ติดภารกิจกับต้นสังกัด

นี่จึงเป็นเหตุผลของแรงกดดันแบบมหาศาล ที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนักเตะไทยว่าจะต้องเอาชนะ มาเลเซีย ให้ได้ หรือแค่เสมอก็เพียงพอต่อการไปเล่น เอเชียน คัพ 2023 รอบคัดเลือกรอบ3 ที่วางโปรแกรมฟาดแข้งไว้ในวันที่ 11 กับ 16 พฤศจิกายน 2564, 1 กุมภาพันธ์ 2565, 24 กับ 29 มีนาคม 2565, 14 มิถุนายน 2565 (ยึดตามเดิมที่ยังไม่ประกาศว่ามีสนามกลางหรือไม่)

อย่างไรก็ตามก่อนจะไปเชียร์ทีมชาติไทย เรามาดู 4 ปัจจัยแวดล้อมที่น่าสนใจสำหรับเกมนี้กันสักหน่อย!!

1. สถิติเป็นรองทุกอย่าง

เริ่มกันที่สถิติการพบกันของ ทีมชาติไทย กับ มาเลเซีย ก่อนเกมสุดท้ายของฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ซึ่งมีผลต่อการไปเล่นฟุตบอล เอเชียน คัพ 2023 รอบคัดเลือก ที่ประเทศจีน

โดยเจอกันมาทั้งหมด  111 ครั้ง ปรากฏว่า เป็นทีมชาติไทย ที่สามารถเอาชนะได้แค่ 35 ครั้ง เสมอ 35 ครั้ง แต่ว่าแพ้ให้กับ มาเลเซีย ไปถึง 41 เกมด้วยกัน เท่ากับว่านี่เป็นงานยากลำบากของเราไม่น้อย

ทุกสถิติที่กล่าวมานั้นก็เพียงแค่อดีตที่ผ่านไปแล้ว วันนี้ต้องมาโฟกัสกันที่ว่า “เราเล่นสนามกลาง” ไร้ความกดดันจากแฟนบอลเสือเหลือง แถมสาวก “ช้างศึก” ที่อยู่ใน ยูเออี ก็เยอะพอสมควร ดังนั้นขุนพล “ช้างศึก” ทำได้เพียงมองไปที่ปัจจุบันว่าเกมนี้เราต้องชนะเท่านั้น เพราะกระแสศรัทธาของแฟนบอลมีเกมนี้เป็นเดิมพันที่สูงลิ่ว

2. เป้าหมายต่อไป คือ เอเชียน คัพ

อย่างที่เกริ่นเอาไว้ ทีมชาติไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถลกหนัง “เสือเหลือง” ให้ได้ เพราะอันดับโลกคงอยู่ประมาณท็อป 110-120 ต่อไป เพื่อต่อยอดไปสู่ทางที่สดใส ในการจับสลากแบ่งสายเอเชี่ยนคัพ รอบคัดเลือก ซึ่งเราอาจจะแซงอินเดียขึ้นเป็นทีมวางในโถที่ 1 ได้

อย่างไรก็ตามมีข้อมูลสำคัญก่อนเกมนี้ เพราะสถิติการพบกันในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ตลอดที่เจอกันทั้งหมด 4 ครั้งทีมชาติไทย กลับไม่เคยชนะ มาเลเซีย ได้เลย โดยเสมอ 1 ครั้ง และแพ้ไปถึง 3 ครั้ง

เชื่อว่า อากิระ นิชิโนะ กุนซือใหญ่ทีมชาติไทย คงจะไม่เก็บเรื่องเหล่านี้มาใส่ใจ และพร้อมที่จะปลุกเร้าให้ขุนพล “ช้างศึก” ลุยไปถึงเป้าหมาย ในการทะยานไปเล่น รอบคัดเลือก ที่จะแข่งขันแบบแบ่งเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม  คัดเอาแชมป์กับรองแชมป์แต่ละกลุ่ม เข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2023 รอบสุดท้าย ที่ประเทศจีนให้ได้

3. “เสือเหลือง” กลายเป็น “เสือลำบาก”

การแพ้ต่อ เวียดนาม 1-2 ทำให้ มาเลเซีย ที่มี 7 คะแนนเท่ากับ ทีมชาติไทย แต่ลูกได้เสียพวกเขา -3 นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า เวลานี้พวกเขาเป็นมวยที่พิงเชือก จะต้องเอาชนะสถานเดียวเท่านั้น

มาเลเซีย ชุดนี้ อยู่ภายใต้การคุมทีมของ ตัน เชง โฮ มีอดีตผู้เล่นในไทยลีกอย่าง นอร์ชาห์รูล อิดลัน ตาลาฮา อดีตศูนย์หน้าบีจี ปทุม ยูไนเต็ด และ โมฮามาดู ซูมาเรห์ อดีตแนวรุกโปลิศ เทโร เอฟซี

รวมไปถึง 2 ปราการหลังในไทยลีกอย่าง จูเนียร์ เอลสตอลด์ จากชลบุรี เอฟซี และ โดมินิค ตัน จากโปลิศ เทโร เอฟซี ซึ่งพวกเขาน่าจะมีข้อมูลผู้เล่นทีมชาติไทยมากพอควร แถมเกมแรกที่พบกันพวกเขาก็เป็นฝ่ายชนะมาก่อน 2-1 ดังนั้นไม่มีทางเลยที่ชั่วโมงนี้ “เสือเหลือง” จะหวั่นเกรงศักดิ์ศรีของ “ช้างศึก”

4. รวมใจให้เป็นหนึ่ง ทิ้งทุกอย่างที่ผ่านมา

การไม่มี ธีรศิลป์ แดงดา หัวหอก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, ชนาธิป สรงกระสินธ์ เพลเมกเกอร์ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร และ ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้าย โยโกฮามา เอฟ มารินอส อาจจะทำให้ขุมกำลังของทีมลดความเกรงขามลงไป

แต่บรรดานักเตะที่มีอยู่ จัดว่าเป็นตัวท็อปของไทยลีกทั้งนั้น เรียกได้ว่าการนำนักเตะไป 41 คน บวกกับ ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร ที่บินตรงมาจากเกาะอังกฤษ ก็ถือว่าสภาพทีมเองค่อนข้างสมบูรณ์ และมีตัวเลือกเยอะมากจนแทบล้นในทุกๆ ตำแหน่ง

ใน 2 เกมที่ผ่านมา รูปแบบการเล่นหรือฟอร์มของนักเตะบางรายอาจจะขัดใจแฟนบอลไปบ้าง แต่นั่นคือเกมที่ผ่านไปแล้ว เราทำได้เพียงกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ รวมใจเข้าไว้แฟนบอลทั้งประเทศรอเชียร์พวกคุณอยู่ … ไทยแลนด์ สู้ๆ !!!

คลิกเลย >>> https://www.ufabetwins.com/
อ่านเพิ่มเติม >>> บ้านผลบอล