จานลุยจิ บุฟฟ่อน เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึง.. ตัวเขาเอง

เป็นจดหมายที่เขาเขียนย้อนกลับไปหาตัวเองที่อยู่ในวัย 17 ปี บอกเล่าประสบการณ์ดีแย่ทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตกว่าจะมาถึงวันนี้

ในภาพที่เรามองเห็นเป็นเปลือกนอก เราไม่รู้หรอกว่าใครเคยผ่านเรื่องราวใดในชีวิตมาบ้าง

หากก็นั่นแหละครับ เราไม่รู้เลยว่าเขาเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยต้องตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยงที่อาชีพนักฟุตบอลจะพังทลายแค่ไหน

เขาก็เป็นเหมือนคนอื่นทั่วไป เคยสนุก เคยเศร้า เคยมีความฝัน เคยทำเรื่องบ้าบิ่น เคยมีแรงบันดาลใจ

เคยมีจุดพลิกผันสำคัญของชีวิต

จุดพลิกผันของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน.. คือรูปภาพเพียงภาพเดียว

ภาพนั้นชื่อ The Promenade ของ มาร์ค ชากาลล์..

—————————————-

ถึง จานลุยจิ ในวัย 17 ปี

ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงนายคืนนี้ในฐานะผู้ชายอายุ 41 ปีที่ผ่านประสบการณ์มากมายในชีวิตและทำเรื่องผิดพลาดเอาไว้บ้าง ฉันมีทั้งข่าวดีและไม่ดีมาบอกนาย แต่สิ่งที่ฉันพูดกับนายคือความจริงเกี่ยวกับจิตวิญญาณของนาย

ใช่แล้ว จิตวิญญาณของนาย นายมีมันอยู่แน่นอนไม่ว่าจะเชื่อหรือเปล่าก็ตามเถอะ

เรามาเริ่มกันที่ข่าวไม่ดีก่อนก็แล้วกัน นายเป็นหนุ่มน้อยอายุแค่ 17 ปีและนายกำลังจะเติบโตไปเป็นนักฟุตบอลที่แท้จริงเหมือนที่นายใฝ่ฝัน นายจะคิดว่านายรู้ทุกอย่างดีแล้ว แต่ความจริงคือ เพื่อนเอ๋ย.. นายยังไม่รู้อะไรเลยสักนิด

อีกไม่กี่วันข้างหน้านายจะได้รับโอกาสลงสนามในเซเรีย อาครั้งแรกให้กับปาร์ม่า นายยังไม่รู้จักความกลัวหรอก นายควรจะดื่มนมอุ่นๆ แล้วเข้านอน แต่รู้มั้ยว่าสิ่งที่นายทำคืออะไร? นายออกไปเที่ยวไนท์คลับกับเพื่อนร่วมทีมเยาวชน

นายตั้งใจว่าจะแค่ออกไปดื่มเบียร์สักขวดใช่มั้ย?

แต่แล้วมันก็จะเลยเถิด นายจะเมาและแสดงความบ้าออกมา มันคือสิ่งที่นายจัดการกับความกดดันที่นายไม่เคยรู้จัก และหลังจากนั้นนายก็จะมีปัญหากับตำรวจนอกไนท์คลับนั้นในช่วงเช้ามืด

กลับบ้านเถอะ กลับไปนอน

และขอร้องล่ะ ฉันขอร้องนายเลย อย่าไปฉี่ใส่ล้อรถตำรวจ พวกเขาไม่ขำกับนายด้วยหรอกนะ สโมสรก็ไม่สนุกกับสิ่งที่นายทำด้วย และนั่นหมายความว่านายกำลังเสี่ยงที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายอุตส่าห์สร้างมาพังลงไป

นั่นคือเรื่องวุ่นวายที่นายชักนำเข้ามาหาตัวเองอย่างไร้เหตุผล มันจะนำนายไปสู่ความผิดพลาด แน่นอนนายอาจคิดว่าสิ่งที่นายทำเป็นแค่เรื่องสนุกๆ กับเพื่อน ทำให้เพื่อนเห็นว่านายสบายดี ไม่มีความกังวล แต่ความจริงแล้วนั่นคือหน้ากากที่นายกำลังสวมอยู่ต่างหาก

ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน นายจะได้รับของขวัญ 3 อย่าง มันเป็นของขวัญที่เย้ายวนใจที่สุดแต่ก็อันตรายที่สุดเช่นกัน

เงิน ชื่อเสียง และอาชีพที่นายใฝ่ฝัน

และตอนนี้นายคงกำลังคิดใช่ไหมว่า เรื่องพวกนี้จะอันตรายได้ยังไง?

นั่นสินะ มันจะอันตรายได้ยังไง

    ในด้านหนึ่ง คนเป็นผู้รักษาประตูจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่น ต้องปราศจากความกลัว ถ้านายให้โค้ชเลือกระหว่างนายประตูที่มีเทคนิคยอดเยี่ยมที่สุดในโลกกับนายประตูที่ไม่เคยกลัวอะไรเลย ฉันกล้าท้านายเลยว่าเขาจะเลือกคนหลังที่ไม่เคยกลัวสิ่งต่างๆ แน่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนที่ไม่กลัวอะไรเลยก็อาจจะลืมได้ง่ายๆ เหมือนกันว่าเขาเองก็มีหัวใจ ถ้านายใช้ชีวิตในแบบสุดโต่ง คิดแต่เรื่องฟุตบอลอย่างเดียว วิญญาณของนายจะเริ่มเหี่ยวเฉาจนท้ายที่สุดความหดหู่จะเข้าครอบงำจนนายแทบไม่อยากตื่นมาเจอเรื่องอะไรอีก

เชิญนายหัวเราะให้พอใจเถอะ แต่นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับนาย มันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นายกำลังอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพ เมื่อนายมีทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่นายอยากจะมี ตอนนั้นนายเพิ่งจะอายุ 26 ปี เป็นผู้รักษาประตูของยูเวนตุสและทีมชาติอิตาลี นายจะมีเงินเหลือเฟือและได้รับความเคารพยกย่อง ผู้คนถึงขนาดเรียกนายว่าซูเปอร์แมน

แต่ชีวิตจริงนายไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ นายก็เป็นคนธรรมดาๆ และความจริงก็คือแรงกดดันของอาชีพนี้จะทำให้นายกลายเป็นหุ่นยนต์ ภารกิจประจำวันของนายจะกลายเป็นคุก นายออกไปซ้อม กลับบ้าน ดูทีวี เข้านอน แล้วทำเหมือนเดิมในวันรุ่งขึ้น ชนะ แพ้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนเวียนกันไปอย่างนั้น

และในเช้าวันหนึ่งนายจะตื่นขึ้นมาโดยที่รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ นายจะรู้สึกถึงมันตลอดเวลาแม้กระทั่งขับรถก็ยังแทบขับไม่ไหว ตอนแรกนายจะคิดว่ามันคงเป็นแค่อาการเมื่อยล้าหรือเป็นไข้ แต่มันกลับยิ่งแย่ลงจนนายอยากจะกลับไปนอนอีกสักรอบ นายจะพบกับการซ้อมที่อำมหิตที่สุด การป้องกันประตูทุกครั้งดูเหมือนเป็นงานยักษ์ และนายจะไม่รู้สึกสนุกกับชีวิตเลยตลอดเวลา 7 เดือน

มาถึงตรงนี้.. เราพักกันก่อน

เพราะฉันรู้ว่านายคิดอะไรเมื่อได้อ่านเรื่องนี้ ตอนที่นายยังอายุแค่ 17 ปี

นายจะพูดว่า “บ้าหรือเปล่า? ฉันมีความสุขจะตายไป ฉันเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำอยู่แล้วและถ้าฉันได้เป็นประตูของยูเวนตุสจริงๆ ก็คงรวยเละเทะ ฉันจะมีความสุขแน่นอน เรื่องหดหู่อะไรนั่นเป็นไปไม่ได้หรอก”

โอเค ถ้าอย่างนั้นฉันจะขอถามคำถามสำคัญกับนายสักข้อนะ ทำไมนายถึงตัดสินใจอุทิศชีวิตของตัวเองให้กับฟุตบอล จิจี้? นายจำได้ไหม?

และขอร้องล่ะ อย่าตอบแค่ว่าเพราะ โธมัส เอ็นโคโน่ นายต้องมีเหตุผลลึกกว่านั้น นายต้องจำมันให้ได้ในทุกๆ รายละเอียด

ใช่แล้ว.. ตอนนั้นนายเพิ่งจะอายุ 12 ปี

ถูกต้อง.. มันเป็นฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลี

ช่าย.. มันคือนัดเปิดสนามระหว่าง อาร์เจนติน่า กับ แคเมอรูน ที่ซาน ซิโร่

แต่นายอยู่ที่ไหนล่ะในเกมนั้น? ลองหลับตานึกดูสิ นายอยู่ในห้องนั่งเล่น.. คนเดียว ทำไมเพื่อนๆ ไม่มาอยู่กับนายเหมือนวันอื่นๆ นายก็จำไม่ได้ ย่าของนายกำลังทำอาหารกลางวันอยู่ในครัว มันเป็นวันที่ร้อนเป็นบ้าและย่าก็ปิดหน้าต่างทุกบานไม่ให้แสงแดดส่องเข้ามาได้ มันมืดสนิทมองเห็นแต่แสงจากจอทีวี

แล้วนายเห็นอะไร?

นายเห็นชื่อแปลกๆ อยู่ชื่อหนึ่ง ชื่อนั้นคือ แคเมอรูน

นายไม่รู้เลยว่าแคเมอรูนอยู่ตรงไหนของโลก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกนี้มีประเทศนี้อยู่ด้วย แน่นอนนายรู้จักอาร์เจนติน่าและมาราโดน่า แต่นายกลับได้เห็นอะไรที่วิเศษจากผู้เล่นแคเมอรูน มันเป็นวันที่แดดแรงมากแต่ผู้รักษาประตูของพวกเขากลับใส่ชุดเต็มพิกัด กางเกงขายาวสีดำ เสื้อแขนยาวสีเขียวมีปกเสื้อสีชมพู การเคลื่อนที่ของเขา ท่าทางการยืนของเขา หนวดอันสวยงาม เขายึดกุมหัวใจของนายได้ทันทีโดยไม่มีคำอธิบาย

    เขาคือคนที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่นายเคยเห็นมา

เสียงผู้บรรยายเรียกชื่อเขาคนนั้นว่า โธมัส เอ็นโคโน่

แล้วจากนั้น.. ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น

จากลูกเตะมุมของอาร์เจนติน่า โธมัสวิ่งเข้าใส่ฝูงผู้เล่นแล้วชกบอลลอยออกไปไกล 30 หลา และนั่นคือวินาทีที่นายรู้ในทันทีว่านายอยากจะทำอะไรในชีวิต

จานลุยจิ บุฟฟ่อน ยอดนายทวาร

นายไม่อยากเป็นแค่ผู้รักษาประตูธรรมดาๆ

นายอยากจะเป็นผู้รักษาประตูแบบนี้

นายอยากเป็นประตูที่บ้าบิ่น กล้าหาญ และโลดแล่น

นาทีแล้วนาทีเล่าที่นายนั่งดู เกมนั้นทำให้นายเติบโตขึ้นมาเป็นตัวนาย ชีวิตของนายถูกเขียนขึ้น แคเมอรูนทำประตูได้และนายตื่นเต้นสุดขีด ลุ้นสุดตัวไม่ให้พวกเขาถูกตีเสมอ นายไม่สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวเลย เดินไปเดินมารอบทีวีตลอดครึ่งหลัง และเมื่อแคเมอรูนถูกไล่ออกเป็นคนที่สอง นายก็แทบไม่อยากได้ยินอะไรอีก

ช่วงเวลาห้านาทีสุดท้ายของเกม นายแทบจะต้องหมอบดู ปิดเสียงทีวี

นายจะพลุ่งพล่านเป็นพักๆ จากสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม

วันนั้นไฟในตัวของนายลุกโชน มีแคเมอรูน มีโธมัส เอ็นโคโน่ และนายตั้งใจจะทำให้โลกได้รู้ว่ามีบุฟฟ่อนด้วยเช่นกัน

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้นายเป็นนักฟุตบอล ไม่ใช่เงินหรือชื่อเสียง แต่เป็นเพราะศิลปะและสไตล์ของผู้ชายที่ชื่อ โธมัส เอ็นโคโน่ เพราะวิญญาณของเขา

นายต้องจำเรื่องนี้ให้ดี เงินและชื่อเสียงไม่ใช่ปลายทาง ถ้านายทอดทิ้งจิตวิญญาณของตัวเอง ไม่สนแรงบันดาลใจจากสิ่งต่างๆ นอกสนามฟุตบอล นายก็จะค่อยๆ เสื่อมลง ถ้าฉันสามารถแนะนำนายได้หนึ่งข้อ จงใส่ใจโลกรอบตัวนายในช่วงที่นายยังหนุ่ม แล้วนายจะรักษาตัวนาย ครอบครัวของนายให้ห่างไกลจากความปวดร้าวได้

จะเป็นผู้รักษาประตูได้ต้องมีความกล้าหาญ นั่นคือเรื่องจริง

แต่การมีความกล้าหาญไม่ได้หมายความว่านายจะเป็นคนที่เฉยเมยไม่สนใจอะไรเลยได้นะ จิจี้

ในช่วงที่ความหดหู่ดำดิ่งถึงขีดสุด สิ่งที่แปลกและสวยงามก็เกิดขึ้น เช้าวันหนึ่งนายจะตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากชีวิตประจำวัน นายจะไปกินอาหารเช้าที่ร้านอื่นในตูริน มันทำให้นายต้องเปลี่ยนเส้นทางทะลุผ่านเมือง และนายจะเดินผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งหนึ่ง

โปสเตอร์หน้าพิพิธภัณฑ์นั้นพูดถึง CHAGALL (มาร์ก ซาคาโรวิช ชากาลล์ ศิลปินชาวรัสเซีย/ฝรั่งเศสเชื้อสายยิวเบลารุส)

นายเคยได้ยินชื่อเขามาก่อนแล้ว แต่นายไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับศิลปะ

เพราะนายมีเรื่องอื่นต้องทำ

เพราะนายต้องไม่ออกนอกลู่นอกทาง

เพราะนายคือบุฟฟ่อน

แต่บุฟฟ่อนคือใคร?

ตัวตนจริงๆ ของนายคือใครกันแน่?

นายรู้บ้างหรือเปล่า?

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของจดหมายฉบับนี้ วันนั้นนายจะเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามันคือการเปลี่ยนชีวิตของนาย

ถ้าวันนั้นนายเดินผ่านพิพิธภัณฑ์ กลับไปแบกชีวิตซูเปอร์แมนในการเป็นนักฟุตบอลต่อ นายก็จะขังตัวเองอยู่ในห้องปิดทึบต่อไป แล้ววิญญาณของนายก็จะเหี่ยวเฉาลง

แต่นายเลือกเดินเข้าไป นายจะได้เห็นผลงานของชากาลล์เป็นร้อยๆ ภาพ ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีผลอะไรกับนายนักหรอก บางภาพก็ดี บางภาพก็น่าสนใจ บางภาพก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

แต่แล้วนายก็จะได้พบกับภาพวาดภาพหนึ่งที่เหมือนฟ้าผ่าลงที่ตัวนาย

ภาพนั้นมีชื่อว่า The Promenade (หรือ The Walk)

มันเหมือนภาพเด็กๆ นะ ผู้ชายคนนึงเดินกับผู้หญิงอีกคนนึงในสวน คงจะไปปิกนิกกัน แต่ทุกอย่างเหมือนมีเวทมนตร์ ผู้หญิงลอยขึ้นเหมือนกำลังบินอย่างนางฟ้า ผู้ชายยืนอยู่บนพื้น มือยังจับมือผู้หญิงอยู่ แล้วก็ยิ้ม

มันเหมือนภาพในความฝันของเด็กๆ

แต่ภาพนี้กลับนำโลกอีกโลกหนึ่งเข้าไปสู่ตัวนาย มันมอบความรู้สึกของความเป็นเด็กให้นาย ความรู้สึกที่ว่าเรื่องอะไรก็มีความสุขไปหมด

ความรู้สึกที่เห็น โธมัส เอ็นโคโน่ ชกบอลลอยไปไกล 30 หลา

ความรู้สึกที่ได้ยินคุณย่าเรียกนายจากในครัว

ความรู้สึกตอนที่ลุ้นและภาวนาไปกับฟุตบอลเกมนั้น

เมื่อเราเติบโตขึ้น เราลืมความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ง่ายดายนะ

นายจะกลับไปพิพิธภัณฑ์นั้นอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น เพราะนายรู้สึกว่าตัวเองต้องกลับไป

สุภาพสตรีในห้องขายตั๋วจะมองนายอย่างขำๆ แล้วถามว่า “นี่คุณเพิ่งจะมาเมื่อวานไม่ใช่หรือคะ?”

ก็ใช่น่ะสิ นายจะกลับไปดูภาพนั้นอีกครั้ง มันคือการเยียวยาที่วิเศษที่สุดสำหรับนาย เมื่อนายเปิดใจของตัวเอง ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยจมอยู่ก็จะลอยออกไป ลอยไปเหมือนผู้หญิงที่กำลังลอยอยู่บนอากาศในภาพวาดของชากาลล์

มันเหมือนเรื่องบังเอิญที่พิเศษ บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าชีวิตของเราถูกเขียนขึ้นมา มันมีเรื่องที่อธิบายไม่ได้และสิ่งสวยงามที่จะเกิดขึ้นกับนายผูกโยงเชื่อมต่อถึงกัน ภาพนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เพราะตอนที่นายยังเป็นผู้รักษาประตูหนุ่มของปาร์ม่า นายจะทำตัวให้โดดเด่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนเกมบิ๊กแมตช์เพื่อแสดงให้เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลเห็นว่านายมีความเป็นผู้นำ กล้าหาญ มีบุคลิกที่พร้อมเสมอสำหรับเรื่องสำคัญ

ดังนั้นนายจะเขียนถ้อยคำลงบนเสื้อ เป็นถ้อยคำเดียวกับที่เคยเห็นบนผ้าพันคอผืนหนึ่งบนโต๊ะที่โรงเรียน

นายจะเขียนว่า “Boia chi molla – Death to Cowards – คนขี้ขลาดจงตายไปซะ”

นายคิดว่ามันเป็นข้อความปลุกเร้าเท่ๆ

แต่นายไม่รู้หรอกว่ามันคือสโลแกนของกลุ่มฟาสซิสต์ขวาจัด

นี่คือหนึ่งในความผิดพลาดที่นายทำให้ครอบครัวต้องเจ็บปวด แต่ความผิดพลาดเหล่านี้สำคัญเพราะมันกระตุ้นเตือนให้นายสำนึกอยู่เสมอว่านายก็เป็นแค่คนธรรมดา มันจะตอกย้ำนายครั้งแล้วครั้งเล่าว่านายยังเดียงสานักเพื่อนยาก มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะฟุตบอลทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการทำให้นายรู้สึกว่าตัวเองพิเศษ แต่นายก็ต้องจดจำเอาไว้ด้วยว่านายเองไม่ได้พิเศษไปกว่าบาร์เทนเดอร์หรือช่างไฟที่เป็นเพื่อนนายไปตลอดชีวิต

นี่คือสิ่งที่จะดึงนายออกจากความหดหู่ซึมเศร้า นายจะรู้ว่านายไม่ใช่คนพิเศษแต่ก็เป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ นายยังไม่เข้าใจมันหรอกในตอนนี้ ก็นายเพิ่งจะอายุ 17 เองนี่นะ แต่ฉันพูดกับนายได้เลยว่าความกล้าหาญที่แท้จริงคือการเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเองออกมาโดยไม่รู้สึกอาย

นายคู่ควรกับของขวัญของชีวิตนะจิจี้ เหมือนที่ทุกๆ คนสมควรได้รับ จงจำคำฉันเอาไว้

สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกันซับซ้อนเกินกว่าที่คนหนุ่มอย่างนายจะเข้าใจและมองเห็นในตอนนี้ เรื่องเดียวที่ฉันเสียใจก็คือนายไม่ยอมเปิดใจกว้างรับโลกภายนอกให้เร็วกว่านี้ บางทีมันเป็นเพราะนายเป็นคนแบบนี้ ในวัย 41 ปี นายจะยังรู้สึกถึงไฟในตัว ฉันเสียใจที่ต้องบอกว่านายก็ยังรู้สึกถึงความไม่พอใจอยู่ ทั้งๆ ที่นายเองก็เคยชูถ้วยแชมป์โลกมาแล้วแต่มันก็ยังปลุกปลอบความรู้สึกนั้นไม่ได้ คงต้องรอฤดูกาลที่นายไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียวกระมังที่จะทำให้นายพอใจ

มันก็ใช่ บางทีตัวตนของนายอาจจะเป็นแบบนี้

นายยังจำฤดูหนาวแรกที่นายไปเยี่ยมลุงที่อูดิเน่ได้ไหม ที่เราต้องขึ้นเขากันไปน่ะ หรือว่าเรื่องนี้เป็นแค่ความทรงจำสำหรับคนแก่เท่านั้น

ตอนนั้นนายเพิ่งจะอายุ 4 ขวบ หิมะตกตลอดทั้งคืน นายไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน นายตื่นขึ้นมาและมองออกไปนอกหน้าต่าง สิ่งที่นายเห็นคือความฝัน ทุกสิ่งทุกอย่างถูกฉาบด้วยหิมะขาวโพลน

นายวิ่งออกนอกบ้านทั้งที่อยู่ในชุดนอน นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหิมะคืออะไรแต่นายไม่ลังเลเลย นายมองลานหิมะข้างหน้าแล้วนายทำอะไร คิดอะไร สงสัยอะไร วิ่งกลับไปใส่เสื้อกันหนาวมั้ย

ไม่เลย นายกระโดดเข้าใส่มัน ไม่กลัวเลยสักนิด

คุณย่าต้องตะโกนห้ามนาย “จานลุยจิ!!!!!! ไม่เอานะ! ไม่เล่นอย่างนั้น!”

นายเปียกไปทั้งตัว ยิ้มสดชื่น

แล้วนายก็เป็นหวัดไปตลอดหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ

แต่ไม่มีใครว่าอะไรนาย

ไม่ลังเลใจเลย วิ่งเข้าใส่หิมะ

นั่นแหละคือนาย

นายที่เป็นบุฟฟ่อน

และนายจะแสดงให้โลกรู้ว่านายยังอยู่

จานลุยจิ บุฟฟ่อน ยูเวนตุส เอฟซี

19 พ.ย. 2019 ครบรอบ 24 ปีวันประเดิมสนามในกัลโช่ เซเรีย อา ของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน (ปาร์ม่า – เอซี มิลาน 19 พ.ย. 1995 ผล 0-0 เนวิโอ สกาล่า ส่งเด็กหนุ่มวัย 17 ปี 295 วันลงเฝ้าเสาให้ปาร์ม่าเป็นครั้งแรก)

คลิกเลย >>> www.ufabetwinS.com

อ่านข่าวอื่นๆที่ >>> https://www.tejadoscasillas.com