มีคำกล่าวหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถใช้ได้กับสโมสร ขอนแก่น ยูไนเต็ด นั่นคือ “ความสำเร็จมักแลกมาด้วยน้ำตา และนั่นทำให้หัวใจเราแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน”

เริ่มเกริ่นด้วยวลีดังกล่าว เพราะย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศเพิกถอนสิทธิ์การเป็นสมาชิกสภาพของ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ซึ่งเวลานั้นอยู่ใน ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 หรือไทยลีก 2 ในชื่อปัจจุบันตลอดไป หลังคณะกรรมการพิจารณามารยาท ระบุว่าตรวจพบการจ้างวานทำร้ายผู้ตัดสิน

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ในเกมที่ จงอางผยอง แพ้ อ่างทอง เอฟซี 0-1 จากลูกจุดโทษ ซึ่งหลังจบเกม ผู้ตัดสิน สรพงษ์ ไกรเนตร ถูก นายสาโรจน์ รัตนคำมูล ลอบทำร้ายร่างกาย ด้วยการเอาไม้ตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และทางคณะกรรมการได้ตรวจสอบพบเจอการโทรศัพท์ติดต่อระหว่างผู้ก่อเหตุกับตัวแทนของสโมสร

จากการสืบสาวราวเรื่อง พร้อมกับสอบถามจากพยานทุกฝ่าย รวมทั้งการเก็บข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ในการเพิกถอนสิทธิ์สมาชิกสภาพของสโมสรขอนแก่น ยูไนเต็ด พร้อมไม่อนุญาตให้ผู้บริหารของสโมสรยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลตลอดไป

ส่งผลให้การแข่งขันทั้งหมดที่ ขอนแก่น ลงแข่งไปแล้วในฤดูกาลนั้นที่ถูกยกเลิกทั้งหมด รวมถึงผลการแข่งขันใน เอฟเอ คัพ ที่ขอนแก่น ยูไนเต็ด ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็ถูกปรับแพ้บายทันทีเช่นกัน

เวลานั้นถือเป็นเรื่องที่ใหม่ของวงการลูกหนังไทยมากๆ แถมยังเป็นเประเด็นการทำร้ายผู้ตัดสิน นับว่า ขอนแก่น ยูไนเต็ด เสียหายหลายด้าน โดยเฉพาะแบรนด์และภาพลักษณ์ดีๆ ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมา

เพราะว่าสโมสรแห่งนี้เป็นความตั้งใจของตระกูล “ช่างเหลา” เศรษฐีระดับต้นของเมืองหมอแคน ก่อตั้งในปี พ.ศ.2558 หรือฤดูกาล 2015 โดยมี “เอกราช ช่างเหลา” เป็นประธานที่ปรึกษา พร้อมมอบหมายให้บุตรชาย “บิ๊กต้อม-วัฒนา ช่างเหลา” เป็นประธานสโมสร

ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังภูมิใจในความเป็น ขอนแก่น ยูไนเต็ด ตั้งแต่ในการเปิดตัวสโมสรครั้งแรก  ณ ลานข้าวเหนียว ห้างเซ็นทรัลพลาซ่าขอนแก่น  เมื่อ 5 ก.พ.58 ด้วยการสร้างความตื่นตาตื่นใจสมฉายา “จงอางผยอง” ด้วยการแสดงโชว์งูจงอางจากชาวบ้านโคกสง่า  อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น สร้างความระทึกและเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดในงาน

การชีช้ำในวันนั้นของ “จงอางผยอง” ที่ไม่สามารถอาละวาดวงการลูกหนังได้เหมือนเก่า แต่แล้วเมื่อฟ้าเปิดในปี 60 ทำให้ความหวังของทีมกลับมาลุกขึ้นอีกครั้ง จากมติของสภากรรมการ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่คืนสิทธิ์ให้กลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง แต่ต้องลงไปเริ่มต้นใหม่ในลีกต่ำสุดคือ ไทยลีก 4

เมื่อคัมแบ็คได้สำเร็จ พวกเขาดึงกุนซืออย่าง  “โจ้ห้าหลา” ศรายุทธ ชัยดำดี อดีตแข้งตัวเก่งที่เป็นชาว จ.ขอนแก่น โดยกำเนิดเข้ามาทำทีม ก่อนคว้ารองแชมป์โซนอิสาน จนได้เป็นรองแชมป์รอบระดับประเทศ ทะยานมาสู่ไทยลีก 3

อย่างไรก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซืออีกครัง ด้วยการให้ “โค้ชบอส”ปฏิภัทร รอบรู้ ที่เกิดในแดนหมอแคนเช่นกัน ขยับจากตำแหน่งผู้ช่วยขึ้นมาทำทีมต่อในช่วงท้ายซีซั่น จนคว้าแชมป์อย่างไร้เทียมทานด้วยการพ่ายแพ้เพียงนัดเดียวจากการแข่งขัน 24 นัด คว้าแชมป์โซน ก่อนเข้าไปชิงชนะเลิศกับโซนล่าง และเข้าชิงชนะเลิศกับ นครปฐม ยูไนเต็ด คู่แข่งหน้าเดิม  ซึ่ง “จงอางผยอง” เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์รวม 4-2

2020 พวกเขากระโดดมาอยู่ในไทยลีก 2 แต่ปรับเปลี่ยนมาใช้ของนอกอย่าง ซูกาโอะ คัมเบะ กุนซือเลือดซามูไร พร้อมกับปรับเปลี่ยนทีมด้วยการเลือกใช้แข้งท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น จิรวัฒน์ วังทะพันธ์ (ต.โคกสี อ.เมือง), อาทิตย์ สุนทรพิธ (ต.บึงเนียม อ.เมือง) และ ธนา ชะนะบุตร (อ.น้ำพอง)

ดูเหมือนทุกอย่างจะออกมาสดใส เพราะพวกเขาโชว์ฟอร์มต้นฤดูกาลอย่างยอดเยี่ยม แต่มาแผ่วปลายช่วงท้าย และด้วยอุปสรรคอื่นๆ ที่โถมเข้ามา ทำให้จำเป็นต้องแยกทางกับ “คัมเบะ” ก่อนจะดึง “โค้ชบอส” ปฏิภัทร รอบรู้  ที่เคยทำทีมเป็นแชมป์ไทยลีก 3 เข้ามาสานต่องานใน 7 เกมที่เหลือ

จากตอนแรกที่มีโอกาสได้ตั๋วอัตโนมัติ 1 ใน 2 ใบ กลายเป็นว่า “โค้ชบอส” ต้องมาช่วยเร่งเครื่อง ซึ่งมี ธนา ชะนะบุตร มาเป็นผู้ช่วยโค้ชในตำแหน่งกองหน้า เพื่อขัดกระบอกปืนที่เคยฝืดกลับมาอีกครั้ง จน ขอนแก่น ยูไนเต็ด เอาตัวรอดเข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ สำเร็จ

แพร่ ยูไนเต็ด คือ คู่แข่งด่านแรกของพวกเขา ในนัดแรกเล่นกันท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายใน ห้วยม้า สเตเดี้ยม แต่พลพรค “จงอางผยอง”ก็เอาตัวรอด บุกไปชนะมา 3-1 แล้วกลับมาตบที่บ้านชนะไปอีก 2-1

ในรอบชิงฯ เป็นการรีแมตช์หนที่สามกับ นครปฐม ยูไนเต็ด แม้มันจะไม่ได้เป็นการตัดสินว่าใครจะเป็นแชมป์ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของทั้งสองทีมก็คือ “ตั๋วใบสุดท้ายสู่ไทยลีก” ซึ่งเป็นการเจอกันที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เสียดายอย่างเดียวคือผลการแข่งขันของคู่นี้ต้องมีผู้สมหวังเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

ขอนแก่น ยูไนเต็ด เปี่ยมไปด้วยพลังวัยรุ่น และแข้งส่วนใหญ่อยู่กันมาตั้งแต่ ไทยลีก 3 ไม่ว่าจะเป็น สุวิทย์ ไปพรมราช, อดิศักดิ์ ซอสูงเนิน, เปาโล คอนราโด้ ส่วน นครปฐม ยูไนเต็ด ก็มาจากการคัดตัวนักเตะตั้งแต่ ที 4 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชธง”ธงชัย สุขโกกี

นัดแรก เป็น “จงอางผยอง” ที่ไล่ยิงแซงเอาชนะไป 2-1 เท่ากับว่าพวกเขาเล่นแค่เสมอหรือบุกไปชนะ ก็จะเลื่อนชั้นแน่นอน

ทว่าในเกมที่สองแม้จะออกนำไป 1-0 ด้วยลูกฮึดที่บี้ไม่มีหมดของ “เสือป่าราชา” ทำให้พวกเขายิงแซงชนะ 2-1 สกอร์มาเท่ากันที่ 3-3 แถม ขอนแก่น ยูไนเต็ด ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คนอีกด้วย

นั่นทำให้ “โค้ชบอส” แก้เกมด้วยการแพ็คในแดนตัวเอง แล้วใช้บรรดาพวกสายสปีดเป็นคนคอยโต้กลับ ซึ่งก็เกือบได้ผลจากจังหวะที่ วรากร ทองใบ หัวหอกสำรองวัย 18 ปี ที่หลุดไปยิงเสาแรก แต่ว่าบอลถูกเซฟเอาไว้ได้ จนสุดท้ายต้องไปตัดสินกับที่การดวลจุดโทษ

ผลปรากฏว่า 5 คนของ นครปฐม พลาด 2 คนสุดท้าย ทำให้ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่แม่นกว่ายิงเข้าไป 4 ราย เอาชนะไปได้ พร้อมคว้าตั๋วรถไฟขบวนสุดท้าย ตามหลัง หนองบัว พิชญ กับ เชียงใหม่ ยูไนเต็ด เลื่อนชั้นสู่ไทยลีก 2021-2022 อย่างยิ่งใหญ่

เท่ากับว่าใน 4 เกมรอบเพลย์ออฟ พวกเขากดไป 8 ประตู เฉลี่ยแล้วเกมละ 2 ประตู นี่ถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมของบรรดาแนวรุก ที่ผลิตผลงานออกมาได้อย่างลงตัวและเพอร์เฟคแบบสุดๆ

จากนี้มารอดูกันว่าในเวลาอีกราว 3 เดือนเศษๆ กว่าฟุตบอลไทยจะกลับมาเตะกันอีกครั้ง การเสริมทัพของ ขอนแก่น ยูไนเต็ด จะออกมาในรูปแบบใด

แต่เชื่อเหลือเกินว่า ทีมที่ใช้เวลา 3 ปีในการขึ้นจากลีกสมัครเล่นไปลีกสูงสุดได้ ต้องมีพลังแฝงบางอย่างให้เราได้ทึ่งกันอีกอย่างแน่นอน

คลิกเลย >>> https://www.ufabetwins.com/

ติดตามได้ที่ >>> บ้านผลบอล